วันแรก กรุงเทพฯ-สนามบินสุวรรณภูมิ

22.00 น. พร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตู 9 แถว T สายการบินเอมิเรตส์ (EK) เจ้าหน้าที่คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวก

วันที่สอง สนามบินสุวรรณภูมิ-ดูไบ-คาซาบลังกา-สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2                          

01.15 น.  ออกเดินทางสู่ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK 385

(บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน)

04.45 น.  ถึงสนามบิน เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แวะเปลี่ยนเครื่อง

07.25 น.  เดินทางสู่ เมืองคาซาบลังก้า เที่ยวบินที่ EK 157 (æบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน)

12.55 น.  ถึงสนามบิน เมืองคาซาบลังก้า ประเทศโมร็อกโก ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว

จากนั้นนำท่านเดนทางเข้าสู่ เมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) “คาซาบลังก้า” หมายถึง บ้านสีขาว คำว่า “คาซา” แปลว่า บ้าน และ “บลังก้า” แปลว่า สีขาว เป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก และอาจรู้จักมากกว่าราชอาณาจักรโมร็อกโก เพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้ว ยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Casablanca (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้าเลย) เป็นเรื่องราวความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของโมร็อกโกที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน นำท่านเข้าชม สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโกทุกแขนง ชมทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่าอันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งทะเล ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมร็อกโกที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้วจากนั้นนำท่านชม จัตุรัสสหประชาชาติ ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองและย่านธุรกิจสำคัญ นำท่านช้อปปิ้งหาซื้อของฝาก ของที่ระลึก หรือของพื้นเมืองนานาชนิด

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ã Imperial Hotel L หรือระดับเดียวกัน

วันที่สาม คาซาบลังกา-เมืองราบัต-สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5-เมืองเชฟชาอูน                             

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม นำท่านเดินทางสู่ เมืองราบัต (Rabat) ราบัตเป็นเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโกมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1956 เมื่อโมร็อกโกหลุดพ้นจากการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของฝรั่งเศส เป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง และทำเนียบทูตานุทูตจากต่างแดน เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดและสวยงามนำท่านเข้าชม สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 สถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโกพระอัยกาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าอย่างสง่าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183x139 เมตร

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร นำท่านแวะถ่ายรูปความงดงามของ ป้อมอูดายา (Oudayas Fortress) ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ เป็นป้อมที่สเปนสร้างขึ้นเมื่อสมัยที่สเปนยึดครองโมร็อกโก ด้านในมีสวนดอกไม้แบบสเปน และเป็นเมดิน่า หรือชุมชนชาวเมืองซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้า-ขาว ที่สะอาดตาน่าเดินเล่น บรรยากาศริมทะเลคล้ายเมืองซานโตรินี นับเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สาคัญของโมร็อกโก ในอดีตใช้ป้องกันข้าศึกจากการรุกรานทั้งจากประเทศที่ล่าอาณานิคมและในยุคที่โจรสลัดชุกชุม จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เชฟชาอูน (Chefchaouen) เป็นท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งและยังเป็นเมืองที่มีชายแดนติดกับสเปนด้วยความที่รูปร่างลักษณะของยอดเขาของที่นี่เหมือนกับเขาแพะ (Chaoua) ดังนั้นชื่อเมืองจึงมี ความหมายที่ตรงตัวเลยว่า “มองที่เขาแพะนั่นซิ” ด้วยลักษณะเมืองที่อยู่บนภูเขา จึงทําให้นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ต่างได้ลิ้มรสของความเงียบสงบ บรรยากาศโรแมนติก และได้สัมผัสถึงการพักผ่อนอย่างแท้จริง

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ã EL Cortijo Hotel&Spa หรือระดับเดียวกัน

วันที่สี่ เมดิน่า เชฟชาอูน-เมืองเฟซ-จุดชมวิว-เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย-สุสานของมูเล ไอดริสที่ 2   

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นนำท่านเดินเล่นชมเมืองและเมดิน่าของ นครสีฟ้า เชฟชาอูน สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองที่มีผู้คนใช้ชีวิตกันอยู่จริงในประเทศโมร๊อกโก เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมืองนี้คือความแปลกตาของอาคารบ้านเรือนที่มีสีสันสดใสทาสีเป็นสีฟ้าและขาวทั้งเมือง เมืองที่ได้ชื่อว่ามนต์เสน่ห์แห่งโมร็อกโก ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าและคาเฟ่ ที่นี่ยังมีชื่อเสียงทางด้านช้อปปิ้งอีกด้วย ที่นี่ยังมีทั้งสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านที่หาไม่ได้จาก ไหนในโมร็อกโก เช่นเสื้อผ้าขนสัตว์ รวมทั้งชีสที่ทําจากแพะ ท่านสามารถเดินชมบ้านเรือนได้ทั่วทั้งเมือง โดยที่สถาปัตยกรรมของเมืองยังคงเป็นแบบโมร็อกโก ความเป็นมิตรของผู้คนก็ทำให้เมืองเชฟชาอูนมีเสน่ห์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ทุกท่านสามารถเดินชมบ้านเรือนได้ทั่วทั้งเมือง โดยที่สถาปัตยกรรมของเมืองยังคงเป็นแบบโมร็อกโกซุ้มประตูโค้งสามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งเมือง และยังมีน้ำพุที่ปูด้วยกระเบื้องโมเสกแบบโมร๊อกโกให้เห็นได้ตามมุมต่าง ๆ ของเมือง 

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร หลังจากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองเฟซ (FES) เมืองหลวงเก่าอีกแห่งที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานใน ศ.ต. ที่ 8 ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ระหว่างพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่ต่อจากเชิงเทือกเขารีฟ (Rif Mountain) ทางตอนเหนือกับเขตเทือกเขาแอตลาสตอนกลาง (Middle Atlas) มีแม่น้ำเฟซ (River Fes) ไหลผ่านกลางเมืองเมืองเฟซ เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์เมืองหนึ่งของศาสนาอิสลามได้รับการขนานามว่า “มักกะฮ์แห่งตะวันตก”และ “เอเธนส์แห่งแอฟริกา” จากนั้นนำท่านขึ้นชม จุดชมวิวบนป้อมปราการ แห่งราชวงศ์ซาเดียน เมื่อมองลงมาจะเห็นเขตเมืองเก่าทั้งเมือง ต่อด้วยชมประตูพระราชวังหลวงแห่งเฟส พระราชวังที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและสง่างามอย่างมาก เป็นเอกลักษณ์แห่งราชวงศ์โมร็อกโก นำท่านเดินชม เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย (MEDERSA BOU IMANLA) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ที่สวยงามประณีต ในเขตเมืองเก่าได้แบ่งออกเป็น 100 ส่วน มีซอยกว่า 10,000 ซอย มีซอยแคบสุดคือ 50 ซ.ม. ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านขายของต่างๆ ระหว่างที่เดินตามทางเดินท่านจะได้พบกับ น้ำพุธรรมชาติ (Nejjarine Fountain) เพื่อให้ชาวมุสลิมให้ล้างหน้าล้างมือก่อนเข้าในบริเวณมัสยิด จากนั้นแวะชมสุสานของมูเล ไอดริสที่ 2 (Moulay Idriss Mausolem II) ที่ชาวโมร๊อกโกถือว่าเป็นแหล่งมาแสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นนำท่านชม สุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque) ซึ่งเป็นทั้งมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของโมร็อกโก และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว  

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ã L’escale Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่ห้า เมืองมิเดล-เมืองเมอร์ซูก้าร์-นั่งรถ 4WD ตะลุยทะเลยทรายซาฮาร่า

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองมิเดล (MIDELT) เมืองเล็กๆที่ตั้งบนกลางหุบเขาแอตลาส อยู่บนความสูง 1,508 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นเมืองศูนย์กลางการค้า การทำเหมืองแร่ ทอผ้า ทอพรม และ เย็บปักถักร้อยที่สาคัญของโมร็อกโก

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นนําท่านเดินทางเข้าสู่เส้นทางแห่งทะเลทรายโดยจุดหมายอยู่ที เมืองเออร์ฟูด์ (ERFOUD) ซึ่งเป็นโอเอซิส OASIS ศูนย์กลางทางการค้าขายของกองคาราวานซึ่ง เดินทางมาจากซาอุดิอาระเบีย SAUDI ARABIA และซูดาน SUDAN และเดินทางสู่เมืองเมอร์ซูก้าร์ (Merzouga) ไปชมทะเลทรายซาฮาร่า “SAHARA” โดยรถ 4WD ตะลุยทะเลยทราย เป็นทะเลทราย ในทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลทรายในทวีปแอนตาร์กติกา) และเป็นทะเลทรายร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ลัดเลาะไปตามขอบของทะเลทรายพร้อมชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดิน

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Tombouctou Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่หก ขี่อูฐเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้น-โอเอซิส TINGHIR-ทอดร้าจอร์จ-หุบเขาดาเดส-เมืองวอซาเซท

เช้า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น นำท่านขี่อูฐเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เนินทรายในทะเลทรายซาฮาร่า ทะเลทรายซาฮาร่า

(SAHARA DESERT) เป็นทะเลทรายที่มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร และตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทะเลทรายซาฮาร่ามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เพราะฝนตกน้อยมาก และพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ หากมีสัตว์และพืชพันธุ์ใดที่สามารถเติบโตใน ทะเลทรายได้ ก็ต้องปรับตัวกันอย่างมาก เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องหาวิธีในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ ให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าในทะเลทรายซาฮาร่า จากสภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทรายมีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย เกือบเป็นศูนย์ตลอดปี ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนเนินทราย ซึ่งเป็นภาพที่สวยงาม น่าประทับใจ ได้เวลานำท่านขี่อูฐกลับสู่โรงแรมที่พัก æบริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นนำท่านเดินทางผ่าน โอเอซิส TINGHIR ซึ่งเป็นชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้งในเขตทะเลทราย ที่ยังมีความชุ่มชื้น มีตาน้ำ หรือ ลำธารน้ำ ซึ่งใช้ในการปลูกต้นปาล์ม ต้นอัลมอนด์  นําท่านเดินทางสู่ ทอดร้าจอร์จ (TODRA GORGES) โกรกธารที่มีโขดผาสูง 985 ฟุต หรือ 300 เมตร ทั้งสองด้านที่เกือบตั้งทำมุมสามเหลี่ยมกับแม่น้ำโทดร้า ถือว่าเป็นโกรกธารและหุบเขาที่สวยที่สุดทางใต้ของโมร็อคโค ชมความงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยูในโอเอซิส ลําธารที่ไหลผ่านช่องเขากับหน้าผาที่สูงชันแปลกตา เป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักเสี่ยงภัยทั้งหลาย  

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเดินทางผ่านเส้นทาง หุบเขาดาเดส DADES VALLEY AND GORGE แนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกรัดกร่อนจากแรงลม ทําให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่าง ๆ สวยงาม ผ่านชมหุบเขากุหลาบ ซึ่งเทศกาลดอกกุหลาบจะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม  ด้วยร่มเงาต้นปาล์มที่โอเอซิสนี้ทำให้เป็นสวรรค์น้อยๆของนักเดินทางชาวทะเลทรายมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล นำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1928 ฝรั่งเศสตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี้ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร ปัจจุบันเมืองวอซาเซทเป็นเมืองถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยว และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทํากิจกรรมต่าง ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยสตูดิโอสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง CLEO PATTRA, THE MUMMY, KINGDOM OF HEAVEN และอีกหลายเรื่องนักที่มักจะใช้เมืองแห่งนี้เป็นฉากสำหรับถ่ายทำในภาพยนตร์ ทั้งนี้เพราะลักษณะภูมิประเทศที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แบบชนเผ่าเบอร์เบอร์ ซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมของชาวโมร็อกโก วอซาเซทอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่างและความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน วอซาเซทเป็นเมืองที่สําคัญที่สุดของทางตอนใต้ และที่นี่ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างเหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันตก

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Kenzi Azghor Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่เจ็ด เมืองไอท์ เบนฮาดดู-ป้อมไอท์ เบนฮาดดู-เมืองมาราเกช

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม นำท่านเดินทางสู่ เมืองไอท์ เบนฮาดดู (AIT BENHADDOU) เป็นเมืองที่ชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทําภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง นำท่านถ่ายรูป คซาร์แห่งเมืองเอทเบนฮาดดู หรือ ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (KASBASH OF AIT BEN HADOU) เป็นป้อมดินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทําภาพยนตร์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia, Jesus of Nazareth, Gladiator และและซีรีส์ชื่อดัง Game of Thrones ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้ ได้ร้บการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1987

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองมาราเกช (Marakesh) เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเชิงเขาแอตลาส ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เรา เห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จึงได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Ayoub Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่แปด เมืองมาราเกช-มัสยิดคูตูเบีย-พระราชวังบาเฮีย-สวนจาร์ดีน มาจอแรล-คาซาบลังกา                 

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม นำท่านชมความงดงามภายนอกของ มัสยิดคูตูเบีย (Koutoubia Mosque) มัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ นำท่านเข้าชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) พระราชวังของท่านมหาอามาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น ภายในตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก นำท่านชม สวนจาร์ดีน มาจอแรล (Majorelle Garden หรือ Jardin Majorelle & Museum of Islamic Art) สวนแห่งนี้เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้นานาพันธุ์จากทั่วโลก โดยเฉพาะต้นกระบองเพชรนับพันต้นหลากหลายสายพันธุ์ มีสวนบัว และป่าไม้ดูร่มรื่นกับบรรดากระถางดินที่ศิลปินเจ้าของเดิม Jacques Majorelle ที่สรรหาสีมาป้ายทาทับตกแต่งทำให้สวนแห่งนี้ดูโดดเด่นสะดุดตา

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านชม จัตุรัสกลางเมือง (Djemaa Fnaa Square) ที่รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาดทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวาที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมร็อกโกขนานแท้ พร้อมจับจ่ายหาซื้อของฝาก ของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ตลาดเก่าที่อยู่รายรอบจัตุรัส ถึงเวลาอันสวมควรนำท่านเดินทางสู่เมืองคาซาบลังกา

ค่ำ บริการอาหารค่ำ นำท่านเข้าสู่ที่พักã Imperial Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่เก้า คาซาบลังกา-ไอน์เดียบ-สนามบิน-ดูไบ                                                              

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นนำท่านผ่านชม ไอน์เดียบ (AIN DIAB) เป็นย่านตากอากาศริมทะเลริมมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นถิ่นพำนักของผู้มีฐานะทางสังคม รวมทั้งนักแสดงดาราชื่อดังของฮอลลีวู้ดบางรายก็มีบ้านพักอยู่แถบนี้ด้วย นอกจากจะมีชายหาดสำหรับพักผ่อนแล้วยังมีภัตตาคารหรูหราหลายระดับตามความสามารถในการจ่าย สถานที่เล่นกีฬา สระว่ายน้ำคอร์ทเทนนิส สนามวอลเลย์บอล และแม้แต่ดีสโกเธคก็มีบริการ สมควรแก่เวลานำท่านเนทางสู่สนามบิน

14.55 น.   ëออกเดินทางสู่ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK752  (æบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)

01.15 น.   Pเดินทางถึง เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แวะเปลี่ยนเครื่อง

วันที่สิบ ดูไบ-กรุงเทพฯ-สนามบินสุวรรณภูมิ                            

03.40 น. ออกเดินทางสู่ สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK 376 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)

12.50 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

31 มีนาคม - 10 พฤษภาคม 2563

วันเดินทาง

สายการบินเอมิเรตส์ (Emirates)

สายการบิน

รหัส : Ek032

โปรแกรมทัวร์ : โมร็อกโก 10 วัน 7 คืน

รายละเอียดโปรแกรม :  คาซาบลังกา เมืองราบัต นครสีฟ้า เซฟชาอูน เมืองเฟส เมอร์ซูก้าร์ ทอดร้าจอร์จ เมืองวอซาเซท

ไอท์เบนฮาดดู เมืองมาราเกช พระราชวังฮาเบีย ทะเลทรายซาฮาร่า

ราคาเริ่มต้น : 49,900 TH

line-logo.png

ดาวน์โหลดใบสั่งจองโปรแกรมทัวร์

** รายการทัวร์ทางหน้าเว็บไซต์ เป็นการนำเสนอรายการเบื้องต้นเท่านั้น กรุณาติดต่อแผนกเซลล์ เพื่อขอรายการทัวร์ทุกครั้ง

2

1

3

4

6

5

7

9

10

8

วันแรก กรุงเทพฯ-สนามบินสุวรรณภูมิ

22.00 น. พร้อมกัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตู 9 แถว T สายการบินเอมิเรตส์ (EK) เจ้าหน้าที่คอยต้อนรับและอำนวยความสะดวก

วันที่สอง สนามบินสุวรรณภูมิ-ดูไบ-คาซาบลังกา-สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2                          

01.15 น.  ออกเดินทางสู่ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK 385

(บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน)

04.45 น.  ถึงสนามบิน เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แวะเปลี่ยนเครื่อง

07.25 น.  เดินทางสู่ เมืองคาซาบลังก้า เที่ยวบินที่ EK 157 (æบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่องบิน)

12.55 น.  ถึงสนามบิน เมืองคาซาบลังก้า ประเทศโมร็อกโก ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว

จากนั้นนำท่านเดนทางเข้าสู่ เมืองคาซาบลังก้า (Casablanca) “คาซาบลังก้า” หมายถึง บ้านสีขาว คำว่า “คาซา” แปลว่า บ้าน และ “บลังก้า” แปลว่า สีขาว เป็นเมืองที่คนทั่วโลกรู้จัก และอาจรู้จักมากกว่าราชอาณาจักรโมร็อกโก เพราะนอกจากจะเป็นเมืองท่าและเป็นที่ตั้งของท่าอากาศยานระหว่างประเทศแล้ว ยังถูกใช้เป็นฉากในภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง Casablanca (โดยที่ไม่ได้ถ่ายทำในคาซาบลังก้าเลย) เป็นเรื่องราวความรักระหว่างนายทหารอเมริกันและหญิงคนรัก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้คาซาบลังก้าเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และปัจจุบันเป็นเมืองเศรษฐกิจหลักของโมร็อกโกที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณเกือบ 5 ล้านคน นำท่านเข้าชม สุเหร่าแห่งกษัตริย์ฮัสซันที่ 2 มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจากเมืองเมกกะ สุเหร่านี้งดงามประณีตด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโกทุกแขนง ชมทิวทัศน์รอบๆ สุเหร่าอันเป็นจุดชมวิวริมฝั่งทะเล ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนที่สวยงามของชาวโมร็อกโกที่ชอบมาเดินเล่นหลังจากปฏิบัติศาสนกิจเสร็จแล้วจากนั้นนำท่านชม จัตุรัสสหประชาชาติ ซึ่งเป็นย่านใจกลางเมืองและย่านธุรกิจสำคัญ นำท่านช้อปปิ้งหาซื้อของฝาก ของที่ระลึก หรือของพื้นเมืองนานาชนิด

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ã Imperial Hotel L หรือระดับเดียวกัน

วันที่สาม คาซาบลังกา-เมืองราบัต-สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5-เมืองเชฟชาอูน                             

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม นำท่านเดินทางสู่ เมืองราบัต (Rabat) ราบัตเป็นเมืองหลวงแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโกมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1956 เมื่อโมร็อกโกหลุดพ้นจากการเข้าแทรกแซงทางการเมืองของฝรั่งเศส เป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวง และทำเนียบทูตานุทูตจากต่างแดน เป็นเมืองสีขาวที่สะอาดและสวยงามนำท่านเข้าชม สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ดที่ 5 สถาปัตยกรรมแบบโมร็อกโกพระอัยกาของกษัตริย์องค์ปัจจุบัน ซึ่งมีทหารยามยืนเฝ้าอย่างสง่าทุกประตู และเปิดให้คนทุกชาติทุกศาสนาเข้าไปเคารพพระศพที่ฝังอยู่เบื้องล่าง ด้านหน้าของสุสาน คือสุเหร่าฮัสซันที่เริ่มสร้างมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 แต่ไม่สำเร็จ และพังลงจนเหลือแต่เพียงเสาไว้ 365 ต้น ในบริเวณกว้าง 183x139 เมตร

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร นำท่านแวะถ่ายรูปความงดงามของ ป้อมอูดายา (Oudayas Fortress) ป้อมขนาดใหญ่ 2 ชั้น ที่ตั้งอยู่ริมมหาสมุทรแอตแลนติก ล้อมรอบด้วยกำแพงสูงใหญ่ เป็นป้อมที่สเปนสร้างขึ้นเมื่อสมัยที่สเปนยึดครองโมร็อกโก ด้านในมีสวนดอกไม้แบบสเปน และเป็นเมดิน่า หรือชุมชนชาวเมืองซึ่งเต็มไปด้วยบ้านเรือนทาทาบด้วยสีฟ้า-ขาว ที่สะอาดตาน่าเดินเล่น บรรยากาศริมทะเลคล้ายเมืองซานโตรินี นับเป็นหนึ่งในป้อมปราการที่สาคัญของโมร็อกโก ในอดีตใช้ป้องกันข้าศึกจากการรุกรานทั้งจากประเทศที่ล่าอาณานิคมและในยุคที่โจรสลัดชุกชุม จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เชฟชาอูน (Chefchaouen) เป็นท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอีกแห่งและยังเป็นเมืองที่มีชายแดนติดกับสเปนด้วยความที่รูปร่างลักษณะของยอดเขาของที่นี่เหมือนกับเขาแพะ (Chaoua) ดังนั้นชื่อเมืองจึงมี ความหมายที่ตรงตัวเลยว่า “มองที่เขาแพะนั่นซิ” ด้วยลักษณะเมืองที่อยู่บนภูเขา จึงทําให้นักท่องเที่ยวที่มาที่นี่ต่างได้ลิ้มรสของความเงียบสงบ บรรยากาศโรแมนติก และได้สัมผัสถึงการพักผ่อนอย่างแท้จริง

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ã EL Cortijo Hotel&Spa หรือระดับเดียวกัน

วันที่สี่ เมดิน่า เชฟชาอูน-เมืองเฟซ-จุดชมวิว-เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย-สุสานของมูเล ไอดริสที่ 2   

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นนำท่านเดินเล่นชมเมืองและเมดิน่าของ นครสีฟ้า เชฟชาอูน สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองที่มีผู้คนใช้ชีวิตกันอยู่จริงในประเทศโมร๊อกโก เอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมืองนี้คือความแปลกตาของอาคารบ้านเรือนที่มีสีสันสดใสทาสีเป็นสีฟ้าและขาวทั้งเมือง เมืองที่ได้ชื่อว่ามนต์เสน่ห์แห่งโมร็อกโก ซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าและคาเฟ่ ที่นี่ยังมีชื่อเสียงทางด้านช้อปปิ้งอีกด้วย ที่นี่ยังมีทั้งสินค้าหัตถกรรมพื้นบ้านที่หาไม่ได้จาก ไหนในโมร็อกโก เช่นเสื้อผ้าขนสัตว์ รวมทั้งชีสที่ทําจากแพะ ท่านสามารถเดินชมบ้านเรือนได้ทั่วทั้งเมือง โดยที่สถาปัตยกรรมของเมืองยังคงเป็นแบบโมร็อกโก ความเป็นมิตรของผู้คนก็ทำให้เมืองเชฟชาอูนมีเสน่ห์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ทุกท่านสามารถเดินชมบ้านเรือนได้ทั่วทั้งเมือง โดยที่สถาปัตยกรรมของเมืองยังคงเป็นแบบโมร็อกโกซุ้มประตูโค้งสามารถมองเห็นได้ทั่วทั้งเมือง และยังมีน้ำพุที่ปูด้วยกระเบื้องโมเสกแบบโมร๊อกโกให้เห็นได้ตามมุมต่าง ๆ ของเมือง 

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร หลังจากนั้นนำท่านเดินทางต่อสู่ เมืองเฟซ (FES) เมืองหลวงเก่าอีกแห่งที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานใน ศ.ต. ที่ 8 ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ระหว่างพื้นที่อุดมสมบูรณ์ที่ต่อจากเชิงเทือกเขารีฟ (Rif Mountain) ทางตอนเหนือกับเขตเทือกเขาแอตลาสตอนกลาง (Middle Atlas) มีแม่น้ำเฟซ (River Fes) ไหลผ่านกลางเมืองเมืองเฟซ เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์เมืองหนึ่งของศาสนาอิสลามได้รับการขนานามว่า “มักกะฮ์แห่งตะวันตก”และ “เอเธนส์แห่งแอฟริกา” จากนั้นนำท่านขึ้นชม จุดชมวิวบนป้อมปราการ แห่งราชวงศ์ซาเดียน เมื่อมองลงมาจะเห็นเขตเมืองเก่าทั้งเมือง ต่อด้วยชมประตูพระราชวังหลวงแห่งเฟส พระราชวังที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามและสง่างามอย่างมาก เป็นเอกลักษณ์แห่งราชวงศ์โมร็อกโก นำท่านเดินชม เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย (MEDERSA BOU IMANLA) ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนพระคัมภีร์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบมัวร์ที่สวยงามประณีต ในเขตเมืองเก่าได้แบ่งออกเป็น 100 ส่วน มีซอยกว่า 10,000 ซอย มีซอยแคบสุดคือ 50 ซ.ม. ถึงกว้าง 3 เมตร จะแบ่งเป็นย่านขายของต่างๆ ระหว่างที่เดินตามทางเดินท่านจะได้พบกับ น้ำพุธรรมชาติ (Nejjarine Fountain) เพื่อให้ชาวมุสลิมให้ล้างหน้าล้างมือก่อนเข้าในบริเวณมัสยิด จากนั้นแวะชมสุสานของมูเล ไอดริสที่ 2 (Moulay Idriss Mausolem II) ที่ชาวโมร๊อกโกถือว่าเป็นแหล่งมาแสวงบุญที่ศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นนำท่านชม สุเหร่าใหญ่ไคเราวีน (Kairaouine Mosque) ซึ่งเป็นทั้งมหาวิทยาลัยสอนศาสนาแห่งแรกของโมร็อกโก และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียว  

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ã L’escale Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่ห้า เมืองมิเดล-เมืองเมอร์ซูก้าร์-นั่งรถ 4WD ตะลุยทะเลยทรายซาฮาร่า

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองมิเดล (MIDELT) เมืองเล็กๆที่ตั้งบนกลางหุบเขาแอตลาส อยู่บนความสูง 1,508 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นเมืองศูนย์กลางการค้า การทำเหมืองแร่ ทอผ้า ทอพรม และ เย็บปักถักร้อยที่สาคัญของโมร็อกโก

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นนําท่านเดินทางเข้าสู่เส้นทางแห่งทะเลทรายโดยจุดหมายอยู่ที เมืองเออร์ฟูด์ (ERFOUD) ซึ่งเป็นโอเอซิส OASIS ศูนย์กลางทางการค้าขายของกองคาราวานซึ่ง เดินทางมาจากซาอุดิอาระเบีย SAUDI ARABIA และซูดาน SUDAN และเดินทางสู่เมืองเมอร์ซูก้าร์ (Merzouga) ไปชมทะเลทรายซาฮาร่า “SAHARA” โดยรถ 4WD ตะลุยทะเลยทราย เป็นทะเลทราย ในทวีปแอฟริกาที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลทรายในทวีปแอนตาร์กติกา) และเป็นทะเลทรายร้อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก ลัดเลาะไปตามขอบของทะเลทรายพร้อมชมบรรยากาศพระอาทิตย์ตกดิน

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Tombouctou Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่หก ขี่อูฐเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้น-โอเอซิส TINGHIR-ทอดร้าจอร์จ-หุบเขาดาเดส-เมืองวอซาเซท

เช้า ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น นำท่านขี่อูฐเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เนินทรายในทะเลทรายซาฮาร่า ทะเลทรายซาฮาร่า

(SAHARA DESERT) เป็นทะเลทรายที่มีเนื้อที่ประมาณ 9.3 ล้านตารางกิโลเมตร และตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา ทะเลทรายซาฮาร่ามีสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ สัตว์ หรือพืช เพราะฝนตกน้อยมาก และพื้นที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ หากมีสัตว์และพืชพันธุ์ใดที่สามารถเติบโตใน ทะเลทรายได้ ก็ต้องปรับตัวกันอย่างมาก เช่นเดียวกับมนุษย์ที่ต้องหาวิธีในการใช้ชีวิตให้อยู่รอดได้ ให้ท่านได้สัมผัสบรรยากาศยามเช้าในทะเลทรายซาฮาร่า จากสภาพการไร้ฝนและอุณหภูมิที่ร้อนจัดในทะเลทรายมีผลทำให้ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศเหนือทะเลทราย เกือบเป็นศูนย์ตลอดปี ชมพระอาทิตย์ขึ้นจากบนเนินทราย ซึ่งเป็นภาพที่สวยงาม น่าประทับใจ ได้เวลานำท่านขี่อูฐกลับสู่โรงแรมที่พัก æบริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นนำท่านเดินทางผ่าน โอเอซิส TINGHIR ซึ่งเป็นชุมชนที่เกาะกลุ่มอยู่รวมกัน ท่ามกลางความแห้งแล้งในเขตทะเลทราย ที่ยังมีความชุ่มชื้น มีตาน้ำ หรือ ลำธารน้ำ ซึ่งใช้ในการปลูกต้นปาล์ม ต้นอัลมอนด์  นําท่านเดินทางสู่ ทอดร้าจอร์จ (TODRA GORGES) โกรกธารที่มีโขดผาสูง 985 ฟุต หรือ 300 เมตร ทั้งสองด้านที่เกือบตั้งทำมุมสามเหลี่ยมกับแม่น้ำโทดร้า ถือว่าเป็นโกรกธารและหุบเขาที่สวยที่สุดทางใต้ของโมร็อคโค ชมความงามของช่องเขาที่ซ่อนตัวอยูในโอเอซิส ลําธารที่ไหลผ่านช่องเขากับหน้าผาที่สูงชันแปลกตา เป็นแหล่งปีนหน้าผาสำหรับนักเสี่ยงภัยทั้งหลาย  

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเดินทางผ่านเส้นทาง หุบเขาดาเดส DADES VALLEY AND GORGE แนวเขาและธรรมชาติของหุบเขาที่ถูกกรัดกร่อนจากแรงลม ทําให้หุบเขากลายเป็นรูปร่างต่าง ๆ สวยงาม ผ่านชมหุบเขากุหลาบ ซึ่งเทศกาลดอกกุหลาบจะมีขึ้นในเดือนพฤษภาคม  ด้วยร่มเงาต้นปาล์มที่โอเอซิสนี้ทำให้เป็นสวรรค์น้อยๆของนักเดินทางชาวทะเลทรายมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล นำท่านเดินทางต่อไปยัง เมืองวอซาเซท (Ouarzazate) ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1928 ฝรั่งเศสตั้งกองกำลังทหารและพัฒนาที่นี้ให้เป็นศูนย์กลางการบริหาร ปัจจุบันเมืองวอซาเซทเป็นเมืองถูกส่งเสริมให้เป็นเมืองท่องเที่ยว และมีการพัฒนาพื้นที่ในทะเลทรายเพื่อการทํากิจกรรมต่าง ๆ ที่แวดล้อมไปด้วยสตูดิโอสำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง CLEO PATTRA, THE MUMMY, KINGDOM OF HEAVEN และอีกหลายเรื่องนักที่มักจะใช้เมืองแห่งนี้เป็นฉากสำหรับถ่ายทำในภาพยนตร์ ทั้งนี้เพราะลักษณะภูมิประเทศที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์แบบชนเผ่าเบอร์เบอร์ ซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมของชาวโมร็อกโก วอซาเซทอาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวที่มองหาความแตกต่างและความผจญภัยที่หาไม่ได้จากที่ไหน วอซาเซทเป็นเมืองที่สําคัญที่สุดของทางตอนใต้ และที่นี่ยังเป็นทางเชื่อมระหว่างเหนือกับใต้ และตะวันออกกับตะวันตก

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Kenzi Azghor Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่เจ็ด เมืองไอท์ เบนฮาดดู-ป้อมไอท์ เบนฮาดดู-เมืองมาราเกช

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม นำท่านเดินทางสู่ เมืองไอท์ เบนฮาดดู (AIT BENHADDOU) เป็นเมืองที่ชื่อเสียงในเรื่องการหารายได้จากกองถ่ายทําภาพยนตร์กว่า 20 เรื่อง นำท่านถ่ายรูป คซาร์แห่งเมืองเอทเบนฮาดดู หรือ ป้อมไอท์ เบนฮาดดู (KASBASH OF AIT BEN HADOU) เป็นป้อมดินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางสวนอัลมอนด์ เป็นปราสาทที่ใช้ในการถ่ายทําภาพยนตร์หลายเรื่องที่โด่งดังอาทิ Lawrance of Arabia, Jesus of Nazareth, Gladiator และและซีรีส์ชื่อดัง Game of Thrones ปัจจุบันอยู่ในความดูแลขององค์การยูเนสโก้ ได้ร้บการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1987

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ เมืองมาราเกช (Marakesh) เมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเชิงเขาแอตลาส ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวมาเยือนมากที่สุด สภาพบ้านเมืองที่เรา เห็นได้คือ สองข้างทางแวดล้อมด้วยบ้านเรือนที่ถูกฉาบด้วยปูนสีส้มๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกำหนดไว้ แต่คนท้องถิ่นจะเรียกว่า Pink City หรือ เมืองสีชมพู อาจกล่าวได้ว่ามาราเกชเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง จึงได้สมญานามว่าเป็น A city of Drama นั่นคือมีความสวยงามดั่งเมืองในละครที่ไม่น่าเป็นชีวิตจริงได้

ค่ำ บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร นำท่านเข้าสู่ที่พัก ณ Ayoub Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่แปด เมืองมาราเกช-มัสยิดคูตูเบีย-พระราชวังบาเฮีย-สวนจาร์ดีน มาจอแรล-คาซาบลังกา                 

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม นำท่านชมความงดงามภายนอกของ มัสยิดคูตูเบีย (Koutoubia Mosque) มัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ นำท่านเข้าชม พระราชวังบาเฮีย (Bahia Palace) พระราชวังของท่านมหาอามาตย์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนยุวกษัตริย์ในอดีต สร้างขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยตั้งใจจะให้เป็นพระราชวังที่ยิ่งใหญ่และหรูหราที่สุดในสมัยนั้น ภายในตกแต่งโดยการแกะสลักปูนปั้น มีการวาดลายบนไม้ และประดับประดาด้วยโมเสกเป็นลวดลายที่สวยงามละเอียดอ่อนมาก นำท่านชม สวนจาร์ดีน มาจอแรล (Majorelle Garden หรือ Jardin Majorelle & Museum of Islamic Art) สวนแห่งนี้เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้นานาพันธุ์จากทั่วโลก โดยเฉพาะต้นกระบองเพชรนับพันต้นหลากหลายสายพันธุ์ มีสวนบัว และป่าไม้ดูร่มรื่นกับบรรดากระถางดินที่ศิลปินเจ้าของเดิม Jacques Majorelle ที่สรรหาสีมาป้ายทาทับตกแต่งทำให้สวนแห่งนี้ดูโดดเด่นสะดุดตา

กลางวัน บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร จากนั้นนำท่านชม จัตุรัสกลางเมือง (Djemaa Fnaa Square) ที่รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาดทั้ง 4 ด้าน เดินเล่นถ่ายรูปความมีชีวิตชีวาที่มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมร็อกโกขนานแท้ พร้อมจับจ่ายหาซื้อของฝาก ของที่ระลึกพื้นเมืองต่างๆ ได้ที่ตลาดเก่าที่อยู่รายรอบจัตุรัส ถึงเวลาอันสวมควรนำท่านเดินทางสู่เมืองคาซาบลังกา

ค่ำ บริการอาหารค่ำ นำท่านเข้าสู่ที่พักã Imperial Hotel หรือระดับเดียวกัน

วันที่เก้า คาซาบลังกา-ไอน์เดียบ-สนามบิน-ดูไบ                                                              

เช้า บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นนำท่านผ่านชม ไอน์เดียบ (AIN DIAB) เป็นย่านตากอากาศริมทะเลริมมหาสมุทรแอตแลนติก เป็นถิ่นพำนักของผู้มีฐานะทางสังคม รวมทั้งนักแสดงดาราชื่อดังของฮอลลีวู้ดบางรายก็มีบ้านพักอยู่แถบนี้ด้วย นอกจากจะมีชายหาดสำหรับพักผ่อนแล้วยังมีภัตตาคารหรูหราหลายระดับตามความสามารถในการจ่าย สถานที่เล่นกีฬา สระว่ายน้ำคอร์ทเทนนิส สนามวอลเลย์บอล และแม้แต่ดีสโกเธคก็มีบริการ สมควรแก่เวลานำท่านเนทางสู่สนามบิน

14.55 น.   ëออกเดินทางสู่ เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK752  (æบริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)

01.15 น.   Pเดินทางถึง เมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แวะเปลี่ยนเครื่อง

วันที่สิบ ดูไบ-กรุงเทพฯ-สนามบินสุวรรณภูมิ                            

03.40 น. ออกเดินทางสู่ สนามบินสุวรรณภูมิ โดยสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินที่ EK 376 (บริการอาหารและเครื่องดื่มบนเครื่อง)

12.50 น. เดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยสวัสดิภาพพร้อมความประทับใจ

บริษัททัวร์ในฝัน

• ข้อมูลท่องเที่ยว

• ผลงานที่ผ่านมา

• คำถามที่พบบ่อย

บริษัทดรีม เดสติเนชั่น ทัวร์

ติดตามเราบน Facebook

"ท่องเที่ยวจุดปลายฝันกับเรา

          ดรีม เดสติเนชั่น ทัวร์"

Tax ID : 0105556137438
Travel License : 11/07359

ที่ตั้ง : 799/8 ซอยลาดพร้าว 80 แขวง วังทองหลาง

          เขต วังทองหลาง กรุงเทพ 10310

          (หมู่บ้าน Space ลาดพร้าว เหม่งจ๋าย)

02-096-1557-59

ศูนย์บริการลูกค้า

Copyright © 2019 DREAM DESTINATIONS TOUR